การรักษาแผลเป็นนั้นมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน แต่ละวิธีก็จะมีข้อดีและข้อด้อยต่างกันออกไป การเลือกใช้วิธีรักษาเพื่อให้ได้ผลที่ดีนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของแผลด้วย อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถที่จะรักษาผิวที่เสียไปแล้วให้กลับคืนดีได้ดังเดิมเหมือนเก่าทุกประการ เพราะฉะนั้นการป้องกันไม่ให้เกิดแผลเป็นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังนั้นทุกครั้งเมื่อมีแผลเกิดขึ้นควรจะรีบไปพบแพทย์เพื่อให้ช่วยดูแลรักษาอย่างถูกต้อง รวมถึงการชะล้างทำความสะอาดแผลให้ดีที่สุดไม่ให้มีการติดเชื้อซ้ำเติม
วิธีต่าง ๆ ในการรักษาแผลเป็น
1. การทายา ในปัจจุบันแผลเป็นชนิดนูนมียาทาบางชนิดที่มีรายงานว่าสามารถป้องกันและบรรเทาความรุนแรงของการเกิดแผลเป็นชนิดคีลอยด์และไฮเปอร์โทรปิกสการ์ได้ เช่น ซิลิโคนเจล และสารสกัดจากหอม (onion extract) เป็นต้น
2. การฉีดยาเสตียรอยด์เข้าไปในแผลเป็น วิธีนี้ได้ผลดีกับแผลเป็นนูนชนิดคีลอยด์
3. การกรอผิว (microdermablation) เป็นการขัดผิวหน้าโดยใช้เครื่องมือที่มีการพ่นผลึกแร่ซึ่งละเอียดมาก เช่น ผงอะลูมีเนียม เพื่อลอกผิวหนังกำพร้าชั้นตื้น ๆ สามารถใช้รักษารอยแผลเป็นจากสิวที่ตื้น ๆ และมีพังผืดน้อยได้
4. การใช้แสงเลเซอร์ลอกผิว (ablative laser resurfacing) ได้แก่ เครื่องเลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์ และเลเซอร์เออร์เบียม เลเซอร์ชนิดนี้จะทำปฏิกิริยากับผิวหนังและลอกผิวหน้าส่วนทีมีปัญหาออก ทำให้มีการสร้างผิวใหม่ขึ้นมาทดแทน สามารถรักษาแผลเป็นที่ลึกและมีพังผืดมากเช่น แผลเป็นจากสิว อีสุกอีใสและอุบัติเหตุเป็นต้น ข้อเสียของเลเซอร์ชนิดนี้คือจะมีแผลเหมือนรอยถลอกตื้น ๆ ภายหลังการทำ ดังนั้นจะต้องดูแลทำความสะอาดแผลไม่ให้มีการติดเชื้อและหลบเลี่ยงการโดนแดดจนกว่าแผลจะตกสะเก็ดและหลุดออกเอง หากไม่ระมัดระวังปล่อยให้แผลติดเชื้อหรือถูกแสงแดดจะทำให้เกิดรอยดำคล้ำจากการอักเสบ
5. การใช้แสงเลเซอร์ที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนแบบไม่ทำให้เกิดแผล (non ablative laser resurfacing) เช่น เครื่องเลเซอร์ Long Pulse Nd Yag แสงเลเซอร์จะผ่านลงไปใต้ผิวหนังโดยไม่ทำลายผิวชั้นนอกและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนด้านล่าง วิธีนี้เหมาะกับการรักษาหลุมสิวอีกทั้งยังทำให้รอยสิวจางลงด้วย
6. การใช้สารเคมีบางชนิด เช่น กรดไตรคลออะซิติกแต้มที่ขอบของหลุมแผลเป็นเพื่อให้แผลตื้นลง หลังทำจะมีรอยดำเป็นสะเก็ดบริเวณที่แต้ม เมื่อสะเก็ดหลุดบริเวณหลุมสิวก็จะดูเนียนขึ้น
7. การตัดพังผืดใต้หลุมแผลเป็น (subcision) เป็นวิธีเลาะเนื้อเยื่อพังผืดที่ดึงรั้งใต้หลุมแผลโดยการใช้ปลายเข็มสะกิด วิธีนี้จะทำให้หลุมแผลเป็นตื้นลงได้
8. เดอร์มาโรลเลอร์ (Dermaroller) เป็นอุปกรณ์ใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ลักษณะเป็นหัวลูกกลิ้งทรงกระบอกที่มีเข็มขนาดเล็กจำนวนมาก (> 200 เข็ม) ติดอยู่ที่ผิว ตัวลูกกลิ้งสามารถหมุนได้โดยรอบ แพทย์จะไถลูกกลิ้งไปมาตรงบริเวณที่เป็นแผลเป็นเพื่อรักษา วิธีนี้ได้ผลดีกับแผลเป็นชนิดหลุมโดยเฉพาะแผลเป็นจากหลุมสิว
จะเห็นได้ว่าการรักษาแผลเป็นในปัจจุบันมีมากมายหลายวิธี ผลที่ได้จะดีมากน้อยเพียงใดขึ้นกับชนิดและขนาดของแผล รวมถึงสภาพของผิวและวัยด้วย ในบางครั้งการรักษาอาจจะต้องอาศัยหลายวิธีร่วมกันเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด อย่างไรก็ตามควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นนะค่ะ